Friday, March 7, 2014

วันแห่งสตรี!





วันที่ 8 มีนาคมของทุกๆ ปี คือ วันสตรีสากล (International Women’s Day หรือเรียกย่อๆ ว่า IWD) เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้เป็นวันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับผู้หญิงและสันติภาพเป็นพิเศษ (United Nations Day for Women’s Rights and International Peace) วันนี้ผู้คนจะระลึกถึงผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญในอดีตด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นต้น

สำหรับใน
ประเทศอิตาลี เรียกวันนี้ว่า “Festa della Donna” และมีธรรมเนียมว่า ผู้ชายจะมอบดอกมิโมซ่าสีเหลือง (Mimosa) แก่ผู้หญิงเพื่อเป็นของขวัญ ไม่ว่าจะเป็นการมอบให้แก่ผู้ที่เป็นแม่ ภรรยา คู่รัก และเพื่อนที่เป็นผู้หญิง

ทำไมเจ้าดอก “มิโมซ่า” ถึงได้เป็นสัญลักษณ์ของ วันสตรีสากลของอิตาลีนั้น กล่าวกันว่า นาง Teresa Mattei อดีตผู้อำนวยการสหภาพสตรีอิตาลี (Italian Women Union หรือ UDI) ได้เป็นผู้ริเริ่มให้มีการมอบดอกมิโมซ่าในวันดังกล่าว เพราะหาง่าย ราคาไม่แพงเหมือนดอก Viola และ Lily of the Valley ซึ่งเป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันสตรีสากลของฝรั่งเศส

นอกจากดอกมิโมซ่าจะเป็นสัญลักษณ์วันสตรีสากลในอิตาลีแล้ว ดอกมิโมซ่ายังถือว่าเป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันสตรีสากลในอีกหลายประเทศ อาทิ รัสเซีย และแอลบาเนีย 










เรามาประกาศอิสรภาพกันเถอะคะ เย้ๆ ให้เราได้รับรู้ว่าผู้หญิงก็มีอำนาจไม่แพ้ไปกว่าผู้ชาย (อย่าตั้งสนามรบเป็นพอ - -)





#ขอขอบคุณบทความดีๆจาก กระทรวงการต่างประเทศนะคะ ^^

Monday, March 3, 2014

ฝึกภาษาอังกฤษไปพร้อมกับ Youtube!

 สวัสดีคะทุกท่าน วันนี้กิ๊ฟก็มีคลิปวีดีโอบอกรักสุดเก๋ ลองนั่งเงียบๆแล้วนั่งฟังแบบหลับตาดูนะคะ ใช้ศัพท์ไม่ยากเกินไป พอฟังและแปลได้ ขนาดกิ๊ฟโง่อังกฤษยังพอเข้าใจเลยคะ 5555555555 (ลืมไปพอจบในแตละประโยคไปแล้ว ก็ให้ลองจดความหายที่เราแปลเองในหัวเนี่ยล่ะ เขียนลงไปในเศษกระดาษหรืออะไรก็ได้ ) ลองทำอย่างงี้สักรอบ แล้วลองดูอีกรอบหนึ่ง คราวนี้ก็ลืมตาดูเลยคะ ดูความหมายว่าแปลใกล้เคียงเหมือนเรารึป่าว เห็นมั๊ยคะ เป็นการฝึกสกิลภาษาอังกฤษเราได้ไปในตัวเนอะ อย่างไงก็อย่าลืมเอาไปใช้กันนะคะ >< ณ จุดๆนี้ต้องขอขอบพระคุณพี่หลิงหลิงเป็นอย่างยิ่งงง <3






#ขอขอบพระคุณพี่หลิงหลิงมากนะคะ ><


Saturday, January 18, 2014

แนวข้อสอบEF จากผู้มีประสบการณ์ตรงงง!!






   หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรุ่นน้องที่กำลังจะสอบทุนEFทุกคนนะคะ เพราะคลิปพี่ทำหลังจากไปตะลุยสอบถึงกรุงเทพ 555555 ตีตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปสอบที่กรุงเทพ ก็เลยอยากทำคลิปนี้ขึ้น ส่วนเรื่องสัมภาษณ์ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงพี่จะถามเพื่อนพี่ให้นะคะ ^^







Tuesday, January 7, 2014

ฝึกภาษาอังกฤษง่ายๆกับเพลงสากลสุดคลาคสิค!

        วันนี้จะมาแนะนำกับเพลงสากลที่มีทำนองฟังแล้วสบายหู แถมยังไพเราะจนต้องอดอมยิ้มไปด้วยเวลาฟังเพลงสากลเพลงนี้ไม่ได้  เพลงสากลเพลงนั้นก็คือ........... Baby it's cold outside (ที่รัก ข้างนอกมันหนาวนะ ) เป็นเพลงที่น่ารักกุ๊กกิ๊ก ฟังทีไรเขินทุกที >< งั้นขอไปพบกับเพลงนี้กันได้เลยยยย................. จุดพลุ ปั๊งง!! 5555555

 

Ver.คลาคสิคน่ารักๆในแบบสมัยยุคพ่อแม่เรา (<3)

 

Ver.น่ารักๆในสมัย 2013 ช่างเป็นอะไรที่หลงตัว ><


คราวนี้ก็มาดูเนื้อเพลงกับคำแปลกันดีกว่านะคะ ฟังไปร้องไปแปลไป ง่ายๆแค่นี้เราก็สามารถฝึกภาษาอังกฤษได้ง่ายๆที่บ้านแล้วคะ ทั้งได้ฝึกทั้งมีความสุข ><

I really can't stay - Baby it's cold outside
I've got to go away - Baby it's cold outside
This evening has been - Been hoping that you'd drop in
So very nice - I'll hold your hands, they're just like ice
My mother will start to worry - Beautiful, what's your hurry
My father will be pacing the floor - Listen to the fire roar
So really I'd better scurry - Beautiful, what so hurry
Well maybe just a half a drink more - Put some music on while I pour
ฉันอยู่ต่อไม่ได้จริงๆ – แต่ที่รัก ข้างนอกมันหนาวมากเลยนะ
ฉันต้องไปจริงๆค่ะ – มันยังหนาวอยู่เลยนะครับ
นี่มันก็เย็นมากแล้วด้วย – ผมหวังว่าคุณจะอยู่ต่อได้นะ
น่ารักจังเลยคะ – ผมจะจับมือคุณไว้แน่นๆ ให้รู้สึกอุ่นเลยหล่ะ
คุณแม่ฉันคงเป็นห่วงมาแล้ว – จะรีบไปไหนละคับคนสวย
ไม่งั้นคุณพ่อต้องออกตามหาแน่ๆเลยอ่ะ – มานั่งฟังเสียงไฟในเตาผิงกันดีกว่านะ
ฉันรีบจริงๆนะคะ – อย่าเพิ่งรีบไปเลยนะครับ
ก็ได้ค่ะ แต่แค่ ครึ่งแก้วเท่านั้นนะ – งั้นเปิดเพลงฟังไปพลางๆตอนเรานั่งดื่มด้วยกันนะครับ

The neighbors might think - Baby, it's bad out there
Say, what's in this drink - No cabs to be had out there
I wish I knew how - Your eyes are like starlight now
To break the spell - I'll take your hat, your hair looks swell
I ought to say no, no, no, sir - Mind if I move a little closer
At least I'm gonna say that I tried - What's the sense in hurting my pride?
I really can't stay - Baby don't hold out
Ahh, but it's cold outside
คนอื่นเค้าจะคิดกันไม่ดีนะคะ – ที่รัก อย่าไปใส่คนเสียงรอบข้างเลยครับ
ว่าแต่ ที่ให้ดื่มนี่ อะไรเหรอคะ – ไม่ต้องกลัวหรอกคับ เดี๋ยวผมไปส่ง
ฉันอย่างรู้ว่าคุณรู้สึกยังไงอ่ะคะ – ดวงตาของคุณ สวยมากเลยครับ
ฉันต้องขอตัวจริงๆนะคะ – ผมคุณดูยุ่งจัง ผมไปหยิบหมวกมาใส่ให้นะครับ
ฉันก็บอกว่า ไม่ นี่คะคุณ – แต่ใจผมมันเรียกร้องนี่ครับ
แต่ตอนนี้ ฉันเหนื่อยมาแล้วอ่ะ – ทำไมคุณชอบทำร้ายความหวังผมจัง
ฉันต้องไปจริงๆแล้วคะ – ที่รัก ช่วยอยู่ต่อเถอะนะ
ตายละ ข้างนอกยังหนาวอยู่เลย

I simply must go - Baby, it's cold outside
The answer is no - Ooh Baby, it's cold outside
This welcome has been - I'm lucky that you dropped in
So very warm - Look out the window at that storm
My sister will be suspicious - Man, your lips look delicious
My brother will be there at the door - Waves upon a tropical shore
My maiden aunt's mind is vicious - Gosh your lips are delicious
Maybe just one little kiss more - Never such a blizzard before

ฉันต้องไปจริงๆนะคะ – แต่มันยังหนาวอยู่เลยนะครับ
คำตอบคือไม่คะ – ยังไงมันก็ยังหนาวอยู่ดีอ่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ – ผมโชคดีจัง ที่คุณยังไม่ไปไหน
ในนี้อุ่นจังเลยนะคะ – ดูสิครับ ข้างนอกภายุแรงมากเลยอ่ะ
น้องสาวฉันต้องสงสัยแล้วแน่ๆ – พระเจ้า ริมฝีปากคุณดูช่างหอมหวานเหลือเกิน
น้องชายฉันคงยืนรอหน้าประตูแล้วแหละ – ผมรู้สึกตื่นเต้นจรบอกไม่ถูกเลยหละ
คุณป้าฉันยิ่งดุอยู่ด้วย – สุดยอดอ่ะ ริมฝีปาดคุณมันดูเชิญชวนจัง
ก็ได้คะ แต่แค่ จูบเดียวนะคะ – รู้ป่าว ไม่เคยมีพายุน้ำแข็งแบบนี้มาก่อนเลยนะ

I've got to go home - Oh, baby, you'll freeze out there
Say, lend me your coat - It's up to your knees out there
You've really been grand - Your eyes are like starlight now
But don't you see - How can you do this thing to me?
There's bound to be talk tomorrow – Making my lifelong sorrow
At least there will be plenty implied - If you caught pneumonia and died
I really can't stay - Get over that hold out
Ahh, but it's cold outside

ฉันจำเป็นต้องกลับบ้านนะคะ – ที่รัก ถ้าคุณออกไปต้องแข็งตายแน่ๆ
งั้นคุณก็ให้ยืมเสื้อคลุมหน่อยสิ – หิมะข้างนอกมันสูงมาเลยรับ
คุณช่างใจดีจัง – ดวงตาคุณ ช่วงชวนหลงใหลที่สุด
แต่ว่าคุณไม่เห็นเหรอคะ – คุณจะอยู่กับผม ได้ไหมครับ
ฉันมั่นใจว่าเดี๋ยวเราก็ได้พบกันอีก – คุณไม่สงสารผมมั่งเหรอครับ
แต่มันก็มีอะไรตั้งหลายอย่างนี่นา – ถ้าคุณออกไปนะ ปอดบวมตายแน่ๆ
แต่ฉันอยู่ไม่ได้จริงๆนะคะ – เลิกพูดเถอะครับคนดี
ก็ได้คะ ข้างนอกมันหนาวมาก

Yeah it's cold outside

ข้างนอกมันหนาวจริงๆ

Oh it's cold out there

ไม่มีท่าที่ว่าหิมะจะหยุดเลยหละ 
 
 
 
 
 
   

เคยสังเกตุกันบ้างรึป่าวว… 10 เรื่องจริงแปลกๆที่น่ารู้เกี่ยวกับ ‘ภาษาอังกฤษ’!!


            ภาษาอังกฤษ กับคนไทย ก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาอย่างช้านานนะครับ.. เราเรียนภาษาอังกฤษกันมาหลายปี ประเทศไทยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองรองจากภาษาไทยที่เป็นภาษาราชการ
           แต่หลายๆคน ที่เรียนภาษาอังกฤษกันมาแล้วมากน้อย จะเคยรู้มั้ยน๊า ว่าภาษาอังกฤษที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็มีเรื่องราวแปลกๆอยู่เหมือนกันแต่เรื่องราวเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง… 

10.) คำในภาษาอังกฤษที่สั้นที่สุดที่มีตัวสระ (a,e,i,o,u) อยู่ครบมากที่สุด คือ คำว่า “eunoia” ซึ่งมีความหมาย คือ beautiful thinking นั่นเอง

9.) ในทางกลับกัน.. คำภาษาอังกฤษที่ยาวที่สุดที่มีตัวสระเพียงแค่สระเดียวนั้น คือ คำว่า……..“strengths” ซึ่งมีมากถึง 9 ตัวอักษร แต่ประกอบไปด้วยสระ e เพียงอย่างเดียว

8.) มีเพียงแค่ 4 คำเท่านั้น ที่ลงท้ายด้วย -dous ได้แก่ 1.) tremendous   2.) hazardous   3.) stupendous  และ 4.) horrendous

7.) แล้วถ้าเป็นคำที่เก่าแก่ที่สุดละ..?? คำว่า ‘town’ ไง!!


6.) และ ถ้าเป็นคำที่มีเสียงลากยาวมากที่สุดจะเป็นคำว่า ‘screeched’

5.) ‘almost’ เป็นคำที่ยาวที่สุด โดยมีตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงตาม a-z ตามลำดับอยู่ในคำ

4.) ‘hungry’ กับ ‘angry’ เป็นคำทั่วไปที่เราจะพบเห็นได้ว่าลงท้ายด้วย -gry แต่ว่า… มีคำอื่นอีกมั้ยที่ลงท้ายด้วย -gry ?? คำตอบ คือ ไม่มี!!

3.) พูดถึงคำที่มีสระกันไปเยอะละ มาลองทายกันสิ ว่าถ้าคำยาวที่สุดที่ไม่มีตัวสระในคำเลยจะเป็นคำว่าอะไรกัน..?? ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก…. หมดเวลา!! คำตอบ คือ คำว่า ‘rhythms’ นั่นเอง

2.) แล้วตัว i ที่มีจุดข้างบนตัวมันละ… แล้วจุดข้างบนเค้าเรียกว่าอะไรกัน……… it’s called tittle!!

1.) คำเบสิคพื้นฐานที่ใช้มากที่สุดในภาษาอังกฤษ คือ “I” !!!!





#ขอขอบคุณบทความดีๆจาก www.wegointer.com ด้วยนะคะ ^^

Tuesday, December 10, 2013

19 อาชีพรายได้ดีใน USA ที่ไม่ต้องใช้วุฒิปริญญตรี!

หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับวุฒิการศึกษาในสหรัฐอเมริกาอย่าง Associate Degree ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทยก็คือระดับอนุปริญญา สำหรับนักเรียนที่จบมัธยมแล้วยังไม่อยากเรียนต่อปริญญาตรี 4 ปีเต็ม ก็เลือกมาเรียนระดับอนุปริญญา (ส่วนใหญ่เรียนเพียง 2 ปี) ก็จะจบออกมาทำงานได้
ในวันนี้เราได้ข้อมูลของสาชาอาชีพรายได้ดี ซึ่งต้องการเพียงแค่วุฒิระดับอนุปริญญา โดยไม่จำเป็นต้องเรียนให้จบปริญญาก็สามารถมีรายได้ดี พร้อมโอกาสงานที่มากขึ้นในอนาคต ลองมาชมเลยว่ามีสาขาอะไรกันบ้าง….


     ซึ่งแต่ละอาชีพที่เราเห็นนั้นก็ล้วนแต่มีรายได้ดี สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างสบาย และตลาดงานในอนาคตก็ยังต้องการตัวมากอีกด้วย…


#ขอบคุณบทความดีๆจากเว็บ WeGoInter.com นะค่ะ ^^




Wednesday, November 27, 2013

"ซาวองต์" บุคคลอัจฉริยะที่มาพร้อมกับปัญหาออทิสติก


      แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็ถูกยกย่องให้เป็นบุคคลอัจฉริยะ แต่เชื่อมั้ยว่าบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแต่อัจฉริยะที่สมประกอบเท่านั้น แต่บุคคลที่เป็นออทิสติกก็อาจมีความสามารถพิเศษที่คนธรรมดายังต้องทึ่งได้เหมือนกัน เราเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า"ออทิสติกซาวองต์" นั่นเองค่ะ เอาล่ะ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่ามีอัจฉริยะที่เป็นออทิสติกมีจริงๆ หรอ?


     "ซา-วองต์" (savant)  คือคำที่นายแพทย์จอห์น แลงดอน ได้บัญญัติขึ้นมาใช้เรียกคนที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการหรือสมองแต่มีความสามารถพิเศษที่โดดเด่น โดยแรกเริ่มใช้คำว่า อีเดียตซาวองต์ (idiot savant) แต่หลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนเอาคำว่าอีเดียตออกไป (เพราะอีเดียตใช้เรียกคนที่มีไอคิวต่ำกว่า 25 แต่ซาวองต์มีไอคิวในช่วง 40-70 อีกทั้งยังดูเป็นคำพูดดูถูกในเชิงสติปัญญา ก็เลยเหลือแค่ว่า "ซาวองต์" ค่ะ) โดยในกลุ่มคนออทิสติก 10 คนสามารถพบซาวองต์ได้ 1 คน หรือ 1 ใน 10 เลยทีเดียว


          ออทิสติกซาวองต์ก็ยังมีลักษณะเหมือนผู้ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการคนอื่นๆ คือ ดูแลตัวเองไม่ได้ กินข้าวแล้วหกเลอะเทอะ ใส่เสื้อ ติดกระดุมไม่ได้ ฯลฯ แต่ซาวองต์จะมีความสามารถพิเศษในด้านอื่นแทน เช่น ทางดนตรี ศิลปะ การคำนวณ ซึ่งวันนี้พี่มิ้นท์มีตัวอย่างซาวองต์ที่เป็นอัจฉริยะด้านต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ บอกเลยว่าเห็นความสามารถของซาวองต์หลายๆ คนแล้วน่าทึ่งมาก



 เลสลี่ เลมเก้ (Leslie Lemke)
           เลสลี่ เลมเก้ ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างซาวองต์ที่โดดเด่นคนหนึ่ง เลสลี่ เลมเก้ นั้นตาบอดและอัมพาตสมองใหญ่ แต่ความสามารถของเขาไม่ธรรมดา เขาสามารถเล่นเปียโนเพลงคอนเชอโตหมายเลข 1 ของไชคอฟสกีได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่อายุ 14 ปี และที่น่าทึ่งกว่านั้น เขาฟังเพลงนี้เป็นครั้งแรก! และทิ้งช่วงไว้หลายชั่วโมงถึงมาเล่น!! โอ้โห... ถ้าเป็นคนปกติฟังรอบเดียวแล้วทิ้งช่วงไว้หลายชั่วโมงแบบนี้ อย่าว่าแต่เล่นได้เลยค่ะ แค่จำได้สักโน้ตก็เป็นเรื่องยากแล้ว
     เล่นเปียโนอย่างเดียวอาจธรรมดาไป แต่เลสลี่ เลมเก้ ยังมีความสามารถด้านการแต่งเพลงอีกด้วยนะ



 คิม พีก (Kim Peek)

           คิม พีก มีความบกพร่องทางสมองหลายอย่าง และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พูดช้า พูดไม่ชัด การใช้ชีวิตของเขาต้องให้คนอื่นช่วยเหลืออยู่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเขาคนนี้จะมีความจำที่อัจฉริยะมาก การจำข้อความหนังสือทั้งเล่มได้ สำหรับเขาเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะเขาสามารถจดจำข้อความในหนังสือได้กว่า 9,000 เล่มอย่างขึ้นใจ ใครอ่านหนังสืออะไรให้ฟังก็จำได้หมด

           เท่านั้นยังไม่พอ คิม พีก มีวิธีอ่านหนังสือที่อัจฉริยะและน่าอิจฉามาก เพราะสามารถอ่าน 2 หน้าพร้อมๆ กันได้ โดยใช้ตาซ้ายอ่านหนังสือหน้าซ้าย ตาขวาอ่านหนังสือหน้าขวา โดยที่สามารถจดจำทุกอย่างที่อ่านได้หมดเช่นกัน นอกจากนี้เขายังมีความสามารถด้านการคำนวณปฏิทินในใจได้อย่างแม่นยำ แค่บอกวันใดวันหนึ่งขึ้นมา คิมจะตอบกลับมาทันทีว่าวันนั้นตรงกับวันอะไร จันทร์ อังคาร หรือวันศุกร์ เป็นต้น




แดเนียล แทมเมต (Daniel Tammet)

            แดเนียล แทมเมต เป็นออทิสติกในระดับที่ไม่ได้รุนแรงมาก แดเนียลเป็นซาวองต์ที่มีความสามารถพิเศษด้านการคำนวณและการจำ ใครที่คิดจะไปลองของกับแดเนียลอาจช็อกเสียเอง เช่น ถ้าถามโจทย์คำนวณไปสักข้อ คำตอบที่ได้จะละเอียดมากจนถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 100 เลยทีเดียว

            วิธีคำนวณของแดเนียลจะแตกต่างจากคนทั่วไป ที่ใช้ตัวเลขนั้นๆ มาตั้งคำนวณ แต่วิธีการของเขาค่อนข้างแปลก โดยจะเห็นตัวเลขเป็นรูปภาพ สี หรือแสงต่างๆ เช่น เลข 1 เป็นสีขาวจ้า เลข 37 เป็นก้อนๆ เหมือนโจ๊ก เลข 89 เป็นหิมะตก พูดง่ายๆ ว่าเขาเอารูปทรงและสีสันมาใช้โดยคำนวณออกมาได้อย่างที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้แถมคิดเลขเร็วมากๆ คำตอบก็เป๊ะสุดชนิดที่ว่าเทียบกับเครื่องคิดเลขแล้วเลขไม่ผิดเพี้ยนสักตัว

           พูดถึงด้านคำนวณไปแล้ว แดเนียลยังมีความสามารถพิเศษด้านการเรียนภาษา ตอนนี้เขารู้ถึง 10 ภาษา เช่น ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน ฯลฯ และเขายังได้คิดภาษาใหม่ขึ้นมาเองอีกด้วย


        ในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีทฤษฎีที่อธิบายสาเหตุของซาวองต์ได้อย่างละเอียดครบถ้วนนะคะ แต่ก็พอจะมีบางทฤษฎีที่หลายคนให้การยอมรับและสนับสนุน คือ เกิดจากสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย ทั้งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในท้องแม่เลย เพราะสมองซีกซ้ายจะพัฒนาได้เสร็จสมบูรณ์ช้ากว่าซีกขวาเสมอ ดังนั้นสมองซีกซ้ายจึงมีความเสี่ยงที่จะเสียหายนั่นเอง




                                         
   
                                   #ขอบคุณบทความดีๆจากเว็บ Dek-d ด้วยนะค่ะ