Wednesday, July 2, 2014

Tour de France 2014!


Ce samedi débute le Tour de France 2014, sur les routes de l'hexagone et sur France Télévisions. Avant même la fin du mondial de football, un autre événement sportif d'ampleur international prendra le relais et sera diffusé cette fois sur les antennes de France 2 et France 3, grauitement et en intégralité. Alors qu'est-ce qui nous attend pour ce Tour de France 2014 ?
Voici le menu des 21 étapes de cette 101e édition, qui sera marquée par un départ d'Angleterre, un passage par les pavés du Nord, cinq étapes de montagne (une dans les Vosges, deux dans les Alpes, deux dans les Pyréennées) à et un seul contre-la-montre, à la veille de l'arrivée. Pour suivre tout le Tour de France 2014, sans en louper une miette, suivez le programme !

Etape 1 : Leeds - Harrogate, 191 km (Etape de plaine)
Samedi 5 juillet, à partir de 11h55 sur France 2 (étape diffusée en intégralité)
Etape 2 : York - Sheffield, 198 km (Parcours accidenté)
Dimanche 6 juillet, à partir de 11h55 sur France 2 (étape diffusée en intégralité)
Etape 3 : Cambridge - Londres, 159 km (Etape de plaine)
Lundi 7 juillet, à partir de 13h sur France 3 (étape diffusée en intégralité
Etape 4 : Le Touquet-Paris-Plage - Lille, 164 km (Etape de plaine)
Mardi 8 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 5 : Ypres - Arenberg Porte du Hainaut, 156 km (Etape avec 9 secteurs pavés)
Mercredi 9 juillet, à partir de 13h35 sur France 3 (étape diffusée en intégralité)
Etape 6 : Arras - Reims, 194 km (Etape de plaine)
Jeudi 10 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 7 : Epernay - Nancy, 233 km (Etape de plaine)
Vendredi 11 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 8 : Tomblaine - Gérardmer La Mauselaine, 161 km (Parcours accidenté)
Samedi 12 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 9 : Gérardmer - Mulhouse, 166 km (Etape de plaine)
Dimanche 13 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 10 : Mulhouse - La Planche des Belles Filles, 161 km (Etape de montagne)
Lundi 14 juillet, à partir de 13h sur France 3 (étape diffusée en intégralité)
Repos : Mardi 15 juillet
Etape 11 : Besançon - Oyonnax, 186 km (Etape de plaine)
Mercredi 16 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 12 : Bourg-en-Bresse - Saint-Etienne, 183 km (Etape de plaine)
Jeudi 17 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 13 : Saint-Etienne - Chamrousse, 200 km (Etape de montagne)
Vendredi 18 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 14 : Grenoble - Risoul, 177 km (Etape de montagne)
Samedi 19 juillet, à partir de 11h55 sur France (étape diffusée en intégralité)

Etape 15 : Tallard - Nîmes, 222 km (Etape de plaine)
Dimanche 20 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Repos : Lundi 21 juillet
Etape 16 : Carcassonne - Bagnères-de-Luchon, 237 km (Etape de montagne)
Mardi 22 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 17 : Saint-Gaudens - Saint-Lary-Soulan Pla d'Adet, 125 km (Etape de montagne)
Mercredi 23 juillet, à partir de 13h35 sur France 3 (étape diffusée en intégralité)
Etape 18 : Pau - Hautacam, 145 km (Etape de montagne)
Jeudi 24 juillet, à partir de 13h sur France 3 (étape diffusée en intégralité)
Etape 19 : Maubourguet Pays du Val d'Adour - Bergerac, 208 km (Etape de plaine)
Vendredi 25 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 20 : Bergerac - Périgueux, 54 km (Contre-la-montre individuel)
Samedi 26 juillet, à partir de 13h50 sur France 3 puis sur France 2 à partir de 15h.
Etape 21 : Evry - Paris Champs-Elysées, 136 km (Etape de plaine)
Dimanche 27 juillet, à partir de 13h50 sur France 3.




 #ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://reviewer.lavoixdunord.fr/ (และอ.เกรียงไกร ผู้แชร์ข้อมูล)

Tuesday, July 1, 2014

เรื่องน่ารู้ก่อนไปชีลี!


ประเทศชิลี : กรุงซันติอาโก
ประเทศชิลี มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐชิลี (República de Chile) เป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ มีเนื้อที่ติดชายฝั่งทะเลยาวระหว่างเทือกเขาแอนดีสกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีอาณาเขตจรดประเทศอาร์เจนตินาทางทิศตะวันออก จรดโบลิเวียทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจรดเปรูทางทิศเหนือ ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกของประเทศมีความยาว 6,435 กิโลเมตร[1] ชิลีมีดินแดนในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยครอบครองหมู่เกาะควนเฟร์นันเดซ เกาะซาลาอีโกเมซ หมู่เกาะเดสเบนตูราดัส และเกาะอีสเตอร์ในโพลินีเซีย ชิลียังอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนในแอนตาร์กติกาด้วย
ผู้ถือหนังสือเดินทางของไทยทุกประเภท ทั้งประเภททูต ราชการและธรรมดา จะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราจากทางการชิลี โดยสามารถพำนักได้เป็นเวลาไม่เกิน 90 วัน
ชิลีเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะแผ่นดินไหวและสึนามิ คนไทยที่จะเดินทางไปชิลีจึงควรศึกษาข้อมูลก่อนการเดินทาง ทั้งนี้ เมื่อเดินทางถึงชิลีแล้ว ควรติดต่อลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อสถานเอกอัครราชทูตฯ จะได้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้ในกรณีฉุกเฉิน
ข้อมูลเบื้องต้น
เมืองหลวง : กรุงซันติอาโก
ประชากร : 16 ล้านคน (5.3 ล้านคนในกรุงซานติอาโก)
พื้นที่ : 2,006,626 ตร.กม.(มีพื้นที่เกาะอีสเตอร์และเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกและพื้นที่บริเวณแอนตาร์กติกอีก 1,250,000 ตร.กม.)
ภาษาราชการ : สเปน
สกุลเงินตรา : เปโซชิลี (USD1 = 635.88 เปโซ - 19 ธ.ค. 51)
การปกครอง : สาธารณรัฐประชาธิปไตย
รายได้ต่อคน : USD 13,190 /คน/ปี
ฤดูกาล : มี 4 ฤดู คือ
ฤดูร้อน ปลายธ.ค.-มี.ค. อุณหภูมิเฉลี่ย 13-29 C
ฤดูใบไม้ร่วง ปลายมี.ค.-มิ.ย. อุณหภูมิเฉลี่ย 8-23 C
ฤดูหนาว ปลายมิ.ย.-ก.ย. อุณหภูมิเฉลี่ย 4-16 C
ฤดูใบไม้ผลิ ปลายก.ย.-ธ.ค. อุณหภูมิเฉลี่ย 8-22 C
เวลา : -4(ฤดูหนาว),GMT-3(ฤดูร้อน)
กระแสไฟฟ้า : 220 โวลต์

ข้อควรทราบเมื่อเดินทางถึงประเทศชิลี
เมื่อเดินทางถึงและผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ให้เก็บรักษาเอกสารการตรวจคนเข้าเมืองที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี เพราะจำเป็นต้องมอบคืนให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเดินทางออกนอก ประเทศชิลี
ทางการชิลี ไม่อนุญาตให้นำผลิตภัณฑ์จากสัตว์และผักผลไม้ ที่ไม่ได้รับการรับรองการบรรจุหีบห่อจากประเทศผู้ผลิตเข้าประเทศ ดังนั้น หากท่านประสงค์จะนำผลิตภัณฑ์จากสัตว์หรือผักผลไม้ใดๆ เดินทางเข้าประเทศชิลี ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทราบ โดยกรอกแบบฟอร์ม Declaración Conjunta Aduana-SAG ที่ได้รับ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่าย อาทิ เมล็ดพืช/ผักผลไม้อบแห้ง (กาแฟ โกโก้ ถั่ว) ผักผลไม้แช่แข็ง น้ำผลไม้ น้ำมันพืช แป้ง น้ำตาล แอลกอฮอล์ ผักผลไม้แปรรูป (ในน้ำเชื่อม ดอง ปรุงสุก) ธัญญาหาร เครื่องปรุงป่น ชา เป็นต้น ทั้งนี้ การนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อการใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลอาจดำเนินการได้ โดยต้องระบุในเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ต้องกรอกเพื่อผ่านกระบวนการตรวจคนเข้า เมือง และผ่านการตรวจสอบและอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในช่องสำแดง(Declare) หลังจากเจ้าหน้าที่ฯ ได้ตรวจกระเป๋าเดินทางแล้ว
หากท่านจะอยู่อาศัยในประเทศชิลีเป็นระยะเวลานาน โปรดแจ้งชื่อ และที่อยู่ต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อประโยชน์ในการติดต่อ หรือให้ความช่วยเหลือในกรณีจำเป็น
หากต้องการใช้โทรศัพท์มือของเมืองไทยที่ชิลีจะต้องเป็นโทรศัพท์ระบบ tri-band ที่เปิดใช้ระบบ international roaming และจนถึงขณะนี้ยังใช้ได้เฉพาะโทรศัพท์ในระบบ AIS ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับบริษัท Entel PCS ของชิลี
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 รวมอยู่ในราคาสินค้า และไม่สามารถเรียกคืน (refund) ได้ ทั้งนี้ กรณีชาวต่างชาติชำระค่าที่พักในชิลีเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

สถานที่สำคัญในกรุงซันติอาโกและเมืองใกล้เคียง
1. เนินเขาซานคริสโตบัล (Cerro San Cristobal)
เป็นยอดเนินเขาสูง 880 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เดิมมีชื่อภาษาท้องถิ่นว่า Tupahue ต่อมาในเจ้าอาณานิคมชาวสเปนได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น Cerro San Cristobal (Saint Christopher Hill) ตามชื่อของนักบุญ Saint Christopher
บริเวณยอดเขามีประติมากรรมปูนปั้นพระแม่มารีขนาดความสูง 22.5 เมตรซึ่งได้รับการบริจาคจากฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1908 เนินเขานี้เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สูงที่สุดของกรุงซันติอาโก และมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น สวนพฤกษศาสตร์ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถเดินทางขึ้นเขาได้ทั้งโดยรถยนต์ รถราง และรถกระเช้า

2. หมู่บ้านหัตถกรรม โลส โดมินิโกส (Pueblito de los Dominicos)
เป็นหมู่บ้านหัตถกรรมจำลอง ตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของโบสถ์ โลส โดมินิโกส มีร้านขายของหัตถกรรมพื้นบ้านและของที่ระลึกของชิลีหลายประเภทที่มีคุณภาพ บางร้านมีการสาธิตการทำหัตถกรรมให้ชม นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารและของว่าง 2 - 3 ร้านให้ได้เลือกรับประทานตามอัธยาศัย

3. พิพิธภัณฑ์ ลา ชาสโกนา (บ้านของกวีปาโบล เนรูด้า) (Museo Casa La Chascona) 1952
สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2496 (ค.ศ.1953) บริเวณเชิงเขา Cerro San Cristobal เป็นบ้านพักแห่งหนึ่งในจำนวนบ้านพักสามแห่งของนายปาโบล เนรูด้า (Pablo Neruda) ซึ่งเป็นกวีที่ได้รับรางวัลโนเบลของชิลี บ้านแห่งนี้สร้างให้แก่ภรรยาคนที่ 3 (นาง Matilde Urrutia)
นายเนรูด้าได้รับการขนานนามว่าเป็นนักสะสมตัวยง ภายในบ้านจึงรวบรวมของสะสมของเนรูด้า อาทิ หนังสือ ภาพวาด ของประดับตกแต่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก นายเนรูด้าเป็นผู้ออกแบบรูปแบบตัวบ้านและการตกแต่งบ้านด้วยตนเอง ปัจจุบัน ลา ชาสโกนาเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมเพื่อให้รู้จักชีวิตความเป็นอยู่และการตกแต่งบ้านพักของนายเนรูด้า
หลังจากที่นายเนรูด้าเสียชีวิตได้มีการจัดตั้งมูลนิธิเนรูด้าขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่งานศิลปะและงานประพันธ์โดยทั่วไป และรวมไปถึงการดูแลงานประพันธ์ทรัพย์สินและบ้านทั้งสามแห่งของนายเนรูดาด้วย ณ บ้าน La Chascona นี้ มูลนิธิได้สร้างอาคารหอสมุดต่อเติมจากตัวบ้านดั้งเดิม เพื่อจัดเก็บรักษางานประพันธ์ของนายเนรูด้าและคลังหนังสือสะสมของเขา ซึ่งหนังสือเล่มที่เก่าแก่ที่สุดที่เขาสะสมได้รับการจัดทำขึ้นในศตวรรษที่ 15 บริเวณหอสมุดนี้ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชม

4. สถานีมาโปโช่ (Estación Mapocho)
เป็นสถานีรถไฟเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) ปัจจุบันเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชิลี เป็นที่แสดงภาพวาดและศิลปะต่างๆ ตลอดจนเป็นศูนย์แสดงสินค้า ตัวอาคารเป็น 3 ชั้น ภายในประกอบด้วยภัตตาคาร ห้องแสดง ภาพถ่าย และมีมุมสำหรับนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ที่ได้รับมาจากหอสมุดแห่งชาติ

5 ทำเนียบประธานาธิบดี (Palacio de la Moneda)
อาคารทรงนีโอคลาสสิค สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) โดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อ Joaquín Toesca เดิมใช้เป็นโรงกษาปณ์ แต่ปัจจุบันเป็นเพียงที่ทำงานของประธานาธิบดีเท่านั้น และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมบางบริเวณได้

6. ศาลฎีกา (Palacio de los Tribunales de Justicia)
อาคารที่ทำการศาลฎีกาเริ่มสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2401 (ค.ศ.1858) และทำการต่อเติมในปี พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) และปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เป็นศิลปะแบบกรีก-โรมัน สูง 3 ชั้น
ประธานศาลฎีกาของชิลีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 3 ปี ผู้พิพากษาของศาลฎีกา มีจำนวน 21 คน โดยได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและต้องผ่านการเห็นชอบของวุฒิสภา ต้องมีอายุตั้งแต่ 36 ปีขึ้นไป และเกษียณเมื่ออายุครบ 75 ปี

7. จตุรัสอาร์มัส (Plaza de Armas)
เปโดร เด วาลดิเวีย ได้สร้างจตุรัสนี้ขึ้นกลางกรุงซันติอาโก เมื่อปีพ.ศ. 2084 (ค.ศ.1541) เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดตลาดนัดและเป็นลานฝึกอาวุธ ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม บริเวณโดยรอบเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญของกรุงซันติอาโก อาทิ ไปรษณีย์กลาง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ และมหาวิหาร (Metropolitan Church)

8. เนินเขาซานตาลูเซีย (Cerro Santa Lucia)
เป็นจุดที่เปโดร เด วาลดีเวีย ขึ้นไป และมองลงมา ณ ที่ราบเนินเขาด้านล่าง แล้วเกิดความประทับใจสร้างเมืองซันติอาโกขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2083 (ค.ศ.1540) ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะย่านกลางเมืองที่เป็นที่นิยมไปพักผ่อนของชาวเมืองซันติอาโก บนเนินเขามีปราสาทฮิดาลโก (Castillo Hidalgo) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2359 (ค.ศ. 1816) เพื่อเป็นป้อมปราการในการป้องกันกรุงซันติอาโก หลังจากนั้นได้มีการใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ และศูนย์จัดนิทรรศการ ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดกิจกรรมงานเลี้ยงต่างๆ ฝั่งตรงข้ามซานตาลูเซียมีตลาดนัดขายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมือง

9. ตลาดกลาง (Mercado Central)
ตลาดขายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสด และในบริเวณตลาดมีร้านขายอาหารชิลี และนานาชาติ บางครั้งจะมีกลุ่มนักดนตรีมาเล่นและร้องเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศให้เป็นท้องถิ่นมากขึ้น

ธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรทราบ

ชาวอเมริกาใต้รวมทั้งชาวชิลีจะพูดกับคู่สนทนาโดยยืนประชิดตัวใกล้กว่า ปกติ พยายามอย่าก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะแม้ว่าท่านจะรู้สึกไม่สบาย หรือขัดเขินเพราะอาจทำให้คู่สนทนาคิดว่าท่านรังเกียจ

การพิมพ์นามบัตร ควรพิมพ์ภาษาอังกฤษด้านหนึ่งและภาษาสเปนอีกด้านหนึ่งและควรมอบนามบัตรให้ทุกคนที่พบ ยกเว้นเลขานุการ

บรรยากาศ การติดต่อธุรกิจจะมีความเป็นทางการมากกว่าในอเมริกาและยุโรป จึงควรรักษามารยาทและแต่งตัวให้เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับสุภาพสตรีนิยมใช้ชุดสูทกางเกงในการพบติดต่อธุรกิจ แต่ในงานเลี้ยงมักใช้ชุดกระโปรงสั้น (หากเป็นผ้าไหมไทยจะช่วยสร้างความประทับใจมากยิ่งขึ้น)

ชาวชิลีมีอัธยาศัยและให้ความเป็นกันเองกับแขก แต่ไม่ชอบกิริยาที่โผงผาง ก้าวร้าว

ชาวชิลีไม่นิยมต่อรองราคาไม่ว่าในห้างสรรพสินค้าหรือตลาด นอกจากนี้ การขายสินค้าโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินถือว่าผิดกฎหมาย

ในร้านอาหารส่วนใหญ่จะไม่รวมค่าบริการในใบเสร็จรับเงิน ซึ่งโดยทั่วไปจะให้ประมาณร้อยละ 10 ของค่าอาหาร

มารยาททางธุรกิจ

การนัดหมาย

เวลาทำงาน คือ จันทร์-ศุกร์

เอกชน ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น.
ราชการ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.30 น.
ธนาคาร ตั้งแต่เวลา 9.00-14.00 น.
พักกลางวัน ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น.

ช่วงเวลาการนัดหมายทางธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ เวลา 10.00-12.00 น. และ 15.00-17.00 น. ทั้งนี้การพบปะเพื่อติดตามความคืบหน้าทางธุรกิจในช่วงสายของวันถัดมา และตามด้วยการรับประทานอาหารกลางวัน (business lunch) ถือเป็นธรรมเนียมนิยม

ควรตรงต่อเวลา อย่างไรก็ดี ไม่ควรแปลกใจหรืออารมณ์เสียหากคู่นัดผิดเวลาไป 30 นาที ตามงานสังคม เป็นที่คาดว่าทุกคนจะมาถึงช้าประมาณ 15 นาที สำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำ และ 30 นาที สำหรับงานเลี้ยงรับรอง

มารยาทการเข้าสังคม

การทักทาย

สุภาพบุรุษใช้วิธีสัมผัสมือแบบสากลนิยม ในขณะที่สุภาพบุรุษทักทายสุภาพสตรี และสุภาพสตรีทักทายระหว่างกันเองโดยการใช้แก้มด้านขวาสัมผัสกัน ซึ่งแสดงถึงอัธยาศัยไมตรีอันดีต่อกัน อย่างไรก็ตาม ชาวชิลีส่วนใหญ่จะเข้าใจและให้การปฏิบัติต่อแขกต่างชาติโดยการสัมผัสมือ อย่างสากล

การเรียกชื่อ

คนชิลีจะเขียนคำนำหน้าชื่อ คือ

นาย เรียกว่า Senor (ซินญอ)
นาง เรียกว่า Senora (ซินญอรา)
นางสาว เรียกว่า Senorita (ซินญอริต้า)

แล้วตามด้วยชื่อตัว นามสกุลบิดา และนามสกุลมารดา ส่วนในการเรียกชื่อจะใช้คำนำหน้าชื่อนามสกุลของบิดา

คนชิลีมักให้เกียรติคู่สนทนา (โดยเฉพาะกับบุคคลที่ไม่สนิทสนม หรือผู้มีความอาวุโสกว่า) ด้วยการใช้ระดับภาษาที่เป็นทางการในการสนทนา

การสังสรรค์

ที่งานเลี้ยงสังสรรค์ ควรทักทายเป็นรายบุคคล

การสังสรรค์นิยมกระทำตามโรงแรมและภัตตาคาร ควรประสานเรื่องการชำระเงินล่วงหน้ากับทางร้านค้าก่อน เพื่อป้องกันการแย่งกันจ่ายเงิน

หัวข้อการสนทนาที่ดีระหว่างการรับประทานอาหาร ได้แก่ เรื่องครอบครัว (ไม่ถือเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการแสดงความสนใจในตัวคู่สนทนา) ประวัติศาสตร์ อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ควรหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองภายใน และศาสนา

การหยิบยก ประเด็นเกี่ยวกับชิลี อาทิ ไวน์ ทัศนียภาพจะทำให้คนชิลีรู้สึกดีต่อประเทศตนเองและกับคู่สนทนาว่ามีความสนใจ เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศของเขา


วันหยุดราชการ
1 มกราคม วันขึ้นปีใหม่
21 มีนาคม วัน Good Friday
1 พฤษภาคม วันแรงงาน
21 พฤษภาคม วัน Commemoration of the Battle of Iquique
22 พฤษภาคม วัน Corpus Christi
29 มิถุนายน วัน St.Peter and St.Paul
16 กรกฎาคม วัน Virgin of the Carmen
15 สิงหาคม วัน Assumption of the Virgin Mary
18 กันยายน วัน Independence Day
19 กันยายน วัน Day of the Army
12 ตุลาคม วัน Columbas Day
31 ตุลาคม ววัน National Day of Evangelical and Protestant Churches
1 พฤศจิกายน วัน All Saints
8 ธันวาคม วัน Immaculate Concepttion
25 ธันวาคม วัน Christmas
หมายเหตุ : โดยที่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนาที่สำคัญของชิลี จึงอาจมีวันสำคัญทางศาสนาบางวันที่ถือเป็นวันหยุด จึงควรตรวจสอบก่อน
หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน
รถพยาบาล หมายเลข 131
รถดับเพลิง หมายเลข 132
ตำรวจ หมายเลข 133





#ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://travel.sanook.com/ ซืึงได้รับข้อมูลมาจาก 
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ



Tuesday, June 3, 2014

6 เรื่องที่ควรรู้ เกี่ยวกับการขึ้นเครื่องบิน!

สวัสดีค่าาา วันนี้มาพบกับกิ๊ฟอีกเช่นเคยเลยยยย วันนี้กิ๊ฟก็เพิ่งกลับมาจากชลบุรีมา ไปเที่ยวบางแสน 555555555555 หยุดเรียนเต็มๆ 2 วันเลยย แต่มันได้เที่ยวกับครอบครัวก็คุ้มเนอะ(ปลอบใจตัวเอง - - ) โอเคๆเข้าเรื่องกันดีกว่าาา คือวันนี้กิ๊ฟก็เข้าไปส่องเว็บวีโกอินเตอร์อีกเช่นเคยย ก็ไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจมากกก โดยเฉพาะคนที่ใฝ่ฝันอยากขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวเมืองนอกเหมือนกิ๊ฟ 5555555 บทความนี้ได้นำ 6 ข้อที่ควรปฎิบัติอย่างยิ่งยวนในการขึ้นเครื่องบินเลยนะคะ่ บางข้อที่กิ๊ฟอ่านแล้วยังแบบ ห๊ะ จริงดิ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย - - โอเคไม่พูดมากแล้ว งั้นไปอ่านบทความสุดเก๋จากเว็บไซต์สุดโก๋กันเลยค่าาาาาา ..

1. การจำกัดของเหลวขึ้นเครื่อง

อย่างที่ทราบกันนะครับว่าทุกสายการบินนั้นจะจำกัดการนำของเหลวขึ้นเครื่อง มันเป็นกฎของสนามบิน โดยจะจำกัดแค่คนละไม่เกิน 100 มล ซึ่งถ้าเกินนี้ก็ต้องทิ้งอย่างเดียวครับ บางคนซื้อน้ำหอมราคาแพงมา ก็ต้องทำใจทิ้งอย่างเสียไม่ได้เลยหล่ะ


2. อากาศบนเครื่อง

เวลาขึ้นเครื่องจะเป็นเวลา 40 นาทีก่อนเครื่องออกเสมอ ที่ต้องบอกเวลาล่วงหน้าก่อนเครื่องออกตั้ง 40 นาทีก็เพื่อที่จะมีเวลาในการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องบินครับ

3. เวลาขึ้นเครื่อง

เวลาขึ้นเครื่องจะเป็นเวลา 40 นาทีก่อนเครื่องออกเสมอ ที่ต้องบอกเวลาล่วงหน้าก่อนเครื่องออกตั้ง 40 นาทีก็เพื่อที่จะมีเวลาในการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องบินครับ

4. การขอที่นั่งและรายการอาหารพิเศษ

ถ้าผู้โดยสารอยากจะกินอะไร ไม่อยากกินอะไร ต้องแจ้งตั้งแต่ตอนออกตั๋วโดยสาร ส่วนเรื่องที่นั่งก็ขอเลือกได้ แต่เฉพาะในกรณีที่ยังมีที่ว่างอยู่เท่านั้น สำหรับผู้ป่วย ขาหัก ไม่สบาย ตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักเยอะหน่อย ไม่ควรเลือกที่นั่งแถวทางออกฉุกเฉิน เพราะเป็นส่วนที่ทางสายการบินมีไว้ให้คนแข็งแรงที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น

5.อย่าดื่มเยอะ

บรรดาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ทั้งหลาย สามารถดื่มได้นะครับ แต่อย่าเยอะมากครับ เพราะว่าการดื่มของมึนเมา 2 – 3 แก้วบนเครื่องจะมีผลต่อร่างกายคุณเทียบเท่าการดื่ม 4-5 แก้วบนพื้นโลก เพราะว่าอากาศที่เบาบางบนเครื่องนั่นเอง

6. รองเท้าคับขึ้น

เกิดจากอาการเท้าบวม ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความกดอากาศอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการไหลเวียนเลือด ซึ่งบางคนอาจจะเกิดอาการบวมได้ง่ายกว่าปกติ วิธีรับมือก็คือ ให้ขยับแข้งขยับขาบ่อยๆ ลุกเดินไปนู่นนี่ ให้เลือดได้หมุนเวียนบ้าง



#ขอขอบคุณเว็บ www.wegointer.com ด้วยนะคะ




Wednesday, May 7, 2014

ใครจะไปเมืองนอกต้องดู....เพื่อแก้ปัญหา Culture Shock !!

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทุกประเทศมีเป็นของตนเอง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การไปต่างประเทศจำเป็นต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ เพราะว่าบางที่เราอาจจะทำอะไรที่แปลกไป ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเราขณะที่อยู่เมืองนอกเรียกว่า Culture Shock แบ่งได้ออกเป็น 3 ระดับ



ระยะแรก เรียกว่า Honeymoon phase 
เป็นความรู้สึกที่ว่า อะไรก็ดีไปหมด ชอบทุกๆอย่างที่อยู่รอบตัวราวกับวิ่งในสวนดอกไม้ มีอิสระเสรี มีความสุขกับโลกใบใหม่ที่ไม่เคยพบเห็น ตื่นตาตื่นใจกับทุกอย่าง ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นในช่วงสองอาทิตย์แรกที่ไปถึง

ระยะที่สอง เรียกว่า Negotiation phase
เริ่มชินกับสภาพแวดล้อมจนถึขั้นเบื่อ เริ่มรู้สึกเหงา คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงอาหารรสชาติเดิมๆ เริ่มเกลียดที่อยู่ เกลียดคน เกลียดประเทศ เกลียดทุกๆอย่าง ระยะนี้ต้องทนสักหน่อย เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

ระยะที่สาม เรียกว่า Adjustment phase
หรือเรียกง่ายๆว่า ปลง ระยะนี้คนจะเริ่มยอมรับกับสิ่งต่างๆ และพร้อมเริ่มต้นใหม่กับเพื่อนๆ ทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ๆอีกครั้ง คุณภาพชีวิตเริ่มดีขึ้น เลยไปจนถึงระยะที่ 4 คือไม่อยากกลับบ้าน เห็นบ้านเกิดไม่ดีไปหมด ต้องควบคุมให้ดีๆ




 #ขอขอบคุณบทความดีๆจาก www.wegointer.com ด้วยนะคะ^^

9 นิสัยไทยๆที่ไม่ควรนำไปใช้ในต่างประเทศ!

ซำบายดีค่าา(แหน่ะๆ มันใกล้เข้าอาเซียนแล้วต้องตามเทรนกันสักหน่อยย อิอิ) แต่วันนี้กิ๊ฟซ่าคนนี้ก็มีบทความดีๆที่ได้ไปอ่านเจอมา เลยอยากเอามาฝากกันแหล่ะ งั้นมาดูกันดีกว่าคะว่านิสัยไหนของคนไทย ที่เวลาไปเที่ยวเมืองนอกต้องระมัดระวังกันอย่างสุดโต้งบ้างง 55555เพื่อเป็นการรักษาหน้าตาของคนไทยในต่างแดนเนอะ โอเคงั้นไปดูกันเลยยยย เหยดดด

1. การมาสาย



คนต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกกับชาวญี่ปุ่นเค้าถือเรื่องเวลาเอามากๆ ควรจะไปก่อนนัดประมาณ 5-10 นาทีครับ ซึ่งต่างจากคนไทย ที่มักจะขาดระเบียบเรื่องเวลาตลอด สายนิดสายหน่อยไม่ว่ากัน


2. การแซงคิว



ที่ต่างประเทศเรื่องการเข้าคิวเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องเหมือนกัน อย่าเผลอเอานิสัยคนไทยไปแซงคิวใครต่อใครในต่างประเทศเข้าหล่ะ อาจจะโดนด่าเอาซึ่งๆหน้าได้เลยครับ


3. การกินอาหาร



ประเทศอื่นๆ เค้ากินจานใครจานมัน ไม่ได้สั่งมาหลายๆอย่างแล้วแชร์กันกินแบบคนไทยถ้าไปงานปาร์ตี้แล้วมีอาหารบุฟเฟ่ เวลาตักอาหารให้ตักพอกินอิ่มในรอบเดียว นอกจากนี้ การนำอาหารจากนอกร้านเข้ามานั่งกินในร้านอาหารก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำครับ
อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมการกินแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน ทางที่ดีควรจะศึกษาวัฒธรรมการกินของแต่ละประเทศให้ดีก่อนครับ

4. การข้ามถนน

การทางม้าลายจะปลอดภัยที่สุดเพราะต่างประเทศส่วนใหญ่คนขับเค้าจะหยุดรถให้คนที่ข้ามทางม้าลาย หากรถหยุดแล้วให้รีบข้ามแล้วพยักหัวขอบคุณเล็กน้อยครับเพื่อเป็นมารยาท อย่าข้ามถนนไปคุยไป และในการข้ามถนนบางแห่งต้องกดปุ่มสัญญาณก่อนข้ามด้วยครับ

5. การขับรถ

การขับรถในต่างประเทศนั้นเค้าจะเคารพกฎจราจรมากๆ เนื่องจากแทบทุกถนนจะมีกล้องวงจรปิด เอาไว้จับคนขับรถผิดกฎ ณ ทุกเวลาทุกสถานที่ ดังนั้นควรศึกษากฎจราจรของประเทศนั้นๆ ไว้ก่อนจะได้ไม่ขับผิดกฏแล้วโดนปรับ ซึ่งขอบอกเลยว่าค่าปรับที่ต่างประเทศแพงมากๆครับ

6. การให้ทิป

หลังจ่ายเงินค่าอาหารแล้วบางประเทศเค้าถือเป็นข้อกำหนดเลยว่าเราต้องให้ทิปอย่างน้อย 10% ของค่าอาหาร บางประเทศถ้าไม่ยอมจ่ายจะถือว่าเป็นการเสียมารยาทแม้ว่าจะไม่ได้เป็นข้อกำหนดตายตัว การให้ทิปไม่เพียงเฉพาะกับร้านอาหารเท่านั้น แต่รวมไปถึงงานบริการต่างๆด้วยครับ

7. การสั่งน้ำมูก

สำหรับประเทศอังกฤษ หากมีน้ำมูกไหล ให้สั่งน้ำมูกทันที ห้ามสูดน้ำมูกเด็ดขาดครับ เพราะถือว่าเป็นการเสียมารยาทมากๆ โดยคนอังกฤษมักจะเป็นหวัดตลอดเวลาเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เค้าก็จะมีทิชชู่หรือผ้าเช็ดหน้าพอไว้ตลอดเวลาครับ

8. การต่อราคาของ

ถ้าไปร้านที่เจ้าของไม่ได้ขายเองก็ไม่ควรไปต่อราคาเพราะเด็กในร้านก็เป็นลูกจ้าง ขายเฉพาะสินค้าตามราคาป้ายเท่านั้น จะไปต่อของลดราคากับเค้าแบบในไทยไม่ได้ ในต่างประเทศส่วนมากราคาของต่างๆ ขายตามป้ายไม่มีการลดราคาใดๆ

9. การรองเท้าในบ้าน

ในบางประเทศ การใส่รองเท้าในบ้านถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ ยกตัวอย่างเช่นประเทศอเมริกา บางบ้านเค้าก็จะมีรองเท้าให้เปลี่ยนเราก็เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ควรถามเจ้าบ้านก่อนว่าจะให้ถอดหรือจะให้ใส่ครับ เพราะแต่ละบ้านอาจจะปฏิบัติต่างกัน








#ขอขอบคุณ www.wegointer.comไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ^^

Tuesday, May 6, 2014

13 Things You Never Knew About The Eiffel Tower!


125 years ago today, the Eiffel Tower was officially opened to the public in Paris after 2 years, 2 months, and 5 days of construction.
It stood as the gateway for the 1889 Exposition Universelle (World’s Fair) in honor of the 100th anniversary of the storming of the Bastille, and continues to make an impact on the world’s conscious today.
In honor of the famous world attraction’s official opening anniversary, here are 13 cool facts about the Eiffel Tower everyone should know.

1. The Eiffel Tower wasn’t the brainchild of Gustav Eiffel. 
Instead, his senior engineers Maurice Koechlin and Emile Nouguier designed the building. Gust
 Eiffel wasn't overly interested in the project, but sent the engineers to the head of the company’s architectural department, Stephen Sauvestre. With Sauvestre's edits, Eiffel got behind the final plans and bought the right to the patent.

2. The Eiffel Tower in numbers
 300 workers, 18,038 pieces of wrought iron, 2.5 million rivets, 10,000 tons, 984.25 feet high.

3. The tower was built as a symbol of modern science
 or as Eiffel himself said, “not only the art of the modern engineer, but also the century of Industry and Science in which we are living.” At the time that the tower was being built, another technology was also in its infancy phase — photography. As the tower was built, many photographers captured series of photographs to show the tower’s construction.

4. At the time of its construction, the Eiffel Tower was the tallest building in the world. 
It wasn't until 1930 when New York City’s Chrysler Building rose up to 1,046 feet that the tower lost that title.

5. The Eiffel Tower's elevators weren't operational at first. 
On May 6, fair goers were allowed to enter the tower, but the 30,000 visitors had to climb 1,710 steps to reach the top. The lifts finally entered service on May 26.

6. Parisian residents originally hated the Eiffel Tower, calling it an eyesore. Newspapers received angry letters that said the tower didn’t fit into the feel of the city, and there was a team of artists that rejected the plan from the get-go. One apocryphal story says that novelist Guy de Maupassant said he hated the tower, but ate at its restaurant every day for lunch. When he was asked why, Maupassant replied it was only place in Paris he couldn’t see it.

7. It changes height by the season.
 Because it’s made with puddled (wrought) iron, the tower’s metal expands when exposed to the summer sun, causing the structure to rise by as much as 6.75 inches.

8. The Eiffel Tower was only meant to stand for 20 years, but the French military and government began using it for radio communication and later telecommunication. When the permit expired in 1909, the City of Paris decided to keep it.

9. The Eiffel Tower has stood up to quite a lot during its lifetime. 
It transmitted radio signals during WWI, and during WWII the elevator wires were cut so that the Nazis could not use the tower (after Allied troops entered the city, the elevators were fixed). It even survived a fire on its top floor, and over 250 million visitors from around the world climbing on it.


10. The tower is not painted one uniform color. 
To counteract atmospheric perspective, the tower is painted darker at the top and becomes gradually lighter towards the bottom.

11. Speaking of paint, every seven years 50 to 60 tons of paint are applied 
to protect the tower from rust.

12. It’s not just a tourist attraction. 
The Eiffel Tower has housed a newspaper office, post office, scientific laboratories, a theater, and the first level becomes an ice rink every year.

13. It is the most visited paid monument in the world, attracting almost 7 million visitors every year (75% of whom are from other countries). Here’s the full breakdown:








#Thank you for informationhttp://www.businessinsider.com/